
Double A ทำอย่างไร ถึงมีรายได้ปีละกว่า 20,000 ล้าน ในยุคที่คนใช้กระดาษน้อยลง
6 พ.ย. 2026
- ในยุคที่คนใช้กระดาษน้อยลง แต่ทำไมแบรนด์กระดาษอายุ 30 กว่าปีแบรนด์นี้ยังอยู่ได้
หากเราลองมาดูผลประกอบการ ของบริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ Double A จะพบว่า ปี 2568 บริษัทมีรายได้ 21,307 ล้านบาท กำไร 1,094 ล้านบาท
แล้ว Double A ทำอย่างไรถึงยังอยู่ได้ แถมมีรายได้ปีละกว่า 20,000 ล้านบาท
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
เริ่มจากโครงสร้างรายได้ ของ Double A ในปี 2568 ที่ผ่านมากันก่อน
โดยทุก ๆ รายได้ 100 บาท จะแบ่งเป็น
81 บาท จากกระดาษรีมเล็ก (Cut-Size Grades)
7 บาท จากเยื่อกระดาษ
5 บาท จากกระดาษรีมใหญ่ (Folio Sheet & Reels)
2 บาท จากสินค้าอื่น ๆ (เช่น เครื่องเขียน, ผลิตภัณฑ์สุขอนามัย)
1 บาท จากไม้สับ
1 บาท จากรายได้จากการให้บริการ
3 บาท จากรายได้อื่น ๆ
จะเห็นว่า Double A มีรายได้จากสินค้าหลายประเภท
แต่รายได้หลักกว่า 81% หรือคิดเป็นเงินกว่า 17,000 ล้านบาทนั้น มาจากกระดาษรีมเล็ก
แล้วกระดาษรีมเล็กที่ว่านี้ คืออะไร ?
กระดาษรีมเล็ก คือ กระดาษที่ถูกตัดเป็นขนาดมาตรฐานต่าง ๆ หลายขนาด เช่น A4, A3, F4, F14, B4, B5
และ A11
พูดง่าย ๆ คือ กระดาษ ที่เราใช้ถ่ายเอกสารใช้พิมพ์กันในชีวิตประจำวันนั่นแหละ
โดยนอกจากแบรนด์ Double A แล้ว บริษัทยังมีแบรนด์อื่น ๆ อีก เช่น Quality, Smart Copy, Smartist, Hi-Plus, Shih-Tzu, Speed, Alpine, Eagle, Turbo, Winter, So good และ Reflex
โดยแต่ละแบรนด์ จะถูกแบ่งราคาไว้หลายระดับราคา ตั้งแต่ราคาระดับสูงจนกระทั่งถึงราคาระดับประหยัด ตามความต้องการ ของผู้บริโภคที่แตกต่างกันไป
กลับมาที่คำถามตอนต้นที่ว่า Double A ทำอย่างไร ถึงมีรายได้ปีละกว่า 20,000 ล้านบาท ในยุคที่คนใช้กระดาษน้อยลง ?
1. โรงงานกระดาษในตลาดโลก ทยอยปิดตัวลง ทำให้ Supply น้อยลง
ในขณะที่ความต้องการใช้กระดาษพิมพ์เขียนลดลง ทำให้โรงงานและคู่แข่งหลายรายในตลาดโลกต้องทยอยปิดตัวลง บริษัทจึงตั้งเป้าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในอุตสาหกรรม เพื่อเข้าไปกินส่วนแบ่งตลาดของคู่แข่งที่หายไป
และสิ่งที่หลายคนน่าจะไม่รู้ก็คือ 68% ของยอดขาย Double A มาจากตลาดต่างประเทศ ครอบคลุม 130 ประเทศทั่วโลก
มีตลาดหลักในทวีปเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือ ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี
2. ยกระดับสินค้าสู่ความพรีเมียม
แทนที่จะแข่งกันลดราคาแบบสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป Double A สร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งจนลูกค้ายอมรับในคุณภาพและเกิด Brand Loyalty ทำให้สามารถรักษาระดับราคาและอัตรากำไรไว้ได้ แม้ในภาวะตลาดผันผวน
3. ขยายสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่
บริษัทนำจุดแข็งของแบรนด์ไปต่อยอดเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย (Double A Care), อุปกรณ์สำนักงาน, สินค้าไลฟ์สไตล์ และยังเตรียมขยายเข้าสู่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์อย่างครบวงจร
4. ปรับตัวรับยุคดิจิทัล
เข้าถึงคนรุ่นใหม่ด้วยการเปิดตัว Double A บริการสั่งพรินต์เอกสาร 24 ชั่วโมงผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน ซึ่งมีจุดให้บริการมากกว่า 1,500 แห่งทั่วประเทศ และยังรุกตลาด E-Commerce เต็มรูปแบบผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น Double A Delivery, Shopee, Lazada และ TikTok
5. ได้เปรียบด้านต้นทุนและวัตถุดิบ
บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนได้ดีกว่าคู่แข่งหลายราย เนื่องจากมีแหล่งวัตถุดิบของตัวเองผ่านโครงการส่งเสริมการปลูกต้นกระดาษ
และมีโรงงานตั้งอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบหลัก ทำให้สามารถประหยัดต้นทุนค่าขนส่งและลดความเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบตลาดโลกได้
ทั้งหมดนี้ก็แสดงให้เห็นว่า แม้จะอยู่ในยุคที่คนใช้กระดาษน้อยลง แต่ด้วยการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายตลาดไปกว่า 145 ประเทศทั่วโลก การสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์ การต่อยอดสู่สินค้ากลุ่มใหม่ ๆ และการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ทำให้แบรนด์กระดาษสัญชาติไทยแบรนด์นี้ ยังคงสร้างรายได้ในระดับ 20,000 ล้านบาทต่อปี..
Reference
Tag:double A