วิธีที่ชายคนนี้ สร้างรายได้เดือนละ 2,000,000 บาท ทั้งที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจได้ 85 วัน

วิธีที่ชายคนนี้ สร้างรายได้เดือนละ 2,000,000 บาท ทั้งที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจได้ 85 วัน

4 ต.ค. 2026
นี่คือเรื่องราวของคุณ Parker J. Smith ชายวัย 25 ปี ที่สร้างรายได้ประมาณ 2,690,000 บาทในเดือนเดียว จากธุรกิจติดตั้งระบบกรองน้ำ ทั้งที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจมาได้เพียง 85 วัน
ก่อนหน้านี้คุณ Parker เคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่ต้องเลิกเล่นหลังจากมีอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า โดยในตอนนั้นเขาไม่มีวุฒิมหาวิทยาลัย ไม่มีประสบการณ์ทำงาน และหาเงินด้วยการขับ DoorDash
ก่อนจะเริ่มต้นทำธุรกิจทำความสะอาดในปี 2023 และต่อยอดไปทำธุรกิจติดตั้งไฟประดับช่วงเทศกาล
จนช่วงต้นปี 2026 คุณ Parker สังเกตเห็นว่า มีคนหลายคนบน Instagram และ TikTok เริ่มพูดถึงธุรกิจติดตั้งระบบกรองน้ำ เขาจึงมองว่านี่อาจเป็นโอกาส และตัดสินใจทดลองทำธุรกิจนี้
คุณ Parker ใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ในการเตรียมทุกอย่าง ตั้งแต่จดทะเบียนบริษัท ทำเว็บไซต์ หาช่างประปา ไปจนถึงเตรียมระบบรับเงินและจัดตารางงาน
ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 มิถุนายน 2026 โดยใช้เงินในการ Setup ช่วงแรกเพียงประมาณ 16,635 บาท
แล้วคุณ Parker มีวิธีการอย่างไร ถึงสร้างรายได้ประมาณ 2,690,000 บาทต่อเดือน จากธุรกิจที่เพิ่งเปิดมาไม่ถึง 3 เดือน ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
1. ไม่ต้องเป็นช่างเอง แต่หาช่างมารับงานแทน
จุดสำคัญของโมเดลธุรกิจนี้คือ คุณ Parker ไม่ใช่ช่างประปา และไม่ได้เป็นคนติดตั้งระบบกรองน้ำด้วยตัวเอง
หน้าที่ของเขาคือ หาลูกค้า รับออร์เดอร์ จัดตารางงาน ดูแลสต๊อก และบริหารธุรกิจ ส่วนงานติดตั้งจริง เขาจะจ้างช่างประปาที่มีใบอนุญาตและมีอุปกรณ์ของตัวเองมารับงานเป็นครั้ง ๆ
โดยคุณ Parker หาช่างผ่าน Indeed ด้วยการลงประกาศประมาณ 2,994 บาทต่อวัน เป็นเวลา 4 วัน พร้อมกำหนดเงื่อนไขว่า ต้องเป็นช่างที่มีใบอนุญาต มีอุปกรณ์ของตัวเอง และสามารถรับงานได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 งาน
สุดท้ายมีผู้สมัครที่ผ่านคุณสมบัติ 4 คน และคุณ Parker เลือกมาทำงานด้วย 3 คน โดยค่าจ้างเฉลี่ยของช่างอยู่ที่ประมาณ 16,635 บาทต่องาน และงานหนึ่งใช้เวลาติดตั้งประมาณ 4 ชั่วโมง
ทำให้คุณ Parker สามารถทำธุรกิจติดตั้งระบบกรองน้ำได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะการติดตั้งด้วยตัวเอง
2. ขายแพ็กเกจเดียว และใช้ราคาเป็นจุดขาย
สินค้าหลักของคุณ Parker เป็นแพ็กเกจระบบกรองน้ำสำหรับบ้าน ซึ่งประกอบด้วย Water Softener, Carbon Filtration สำหรับทั้งบ้าน และ Reverse Osmosis สำหรับน้ำดื่ม
ทั้งหมดรวมค่าติดตั้งในราคาประมาณ 89,796 บาท
ขณะที่ต้นทุนอุปกรณ์หลักอยู่ที่ประมาณ 31,607 บาท บวกวัสดุอื่น ๆ ประมาณ 3,327 บาท และค่าช่างเฉลี่ยอีกประมาณ 16,635 บาท
ทำให้ธุรกิจมี Gross Margin ประมาณ 40% ก่อนหักค่าโฆษณาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่น ๆ
ที่น่าสนใจคือ คุณ Parker ไม่ได้พยายามขายว่าระบบของตัวเองดีกว่าคู่แข่ง แต่เลือกใช้ราคาเป็นจุดขาย
เพราะลูกค้าหลายคนรู้อยู่แล้วว่าต้องการระบบกรองน้ำ และเคยได้รับใบเสนอราคาจากบริษัทอื่นมาก่อน
ดังนั้น ถ้าคุณ Parker สามารถเสนอระบบที่ลูกค้าต้องการในราคาที่ถูกกว่า ก็มีโอกาสปิดการขายได้ง่ายขึ้น
3. ใช้ Facebook Ads เป็นช่องทางหลักในการหาลูกค้า
ลูกค้าประมาณ 95% ของธุรกิจมาจาก Facebook Ads ส่วนที่เหลือมาจาก Referral และ Google Business Profile
วิธีทำโฆษณาของคุณ Parker ก็ไม่ได้ซับซ้อน เพราะเขาใช้เพียงภาพสินค้า พร้อมบอกราคาติดตั้งให้ลูกค้าเห็นตั้งแต่แรก
โดยคุณ Parker ทดลองทำโฆษณาทั้งแบบภาพนิ่งและวิดีโอ แล้วปล่อยให้ระบบของ Meta เป็นคนเลือกว่าจะกระจายงบโฆษณาไปที่คอนเทนต์แบบไหน
ผลคือ ระบบมักเลือกใช้งบไปกับโฆษณาแบบภาพนิ่งมากกว่า จนคุณ Parker บอกว่า Static Images เป็นโฆษณาที่ทำผลงานดีที่สุดสำหรับธุรกิจของเขา
ส่วนการ Target กลุ่มลูกค้า เขาเลือกยิงแบบกว้าง ๆ กำหนดเพียงพื้นที่ให้บริการและกลุ่มอายุประมาณ 30-60 ปี โดยไม่ได้เจาะจงเพศหรือ Interest แบบละเอียด
เมื่อลูกค้าสนใจ ก็สามารถกรอกข้อมูลผ่าน Instant Form บน Facebook ได้ทันที จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งเข้า CRM เพื่อให้ทีมขายติดต่อกลับ
โดยต้นทุนในการหา Lead อยู่ที่ประมาณ 998-1,331 บาทต่อ Lead และในช่วงหนึ่ง ต้นทุนในการหาลูกค้าที่ปิดการขายสำเร็จอยู่ที่ประมาณ 5,822 บาทต่อราย
4. Lead เข้ามาแล้ว ต้องตามจนกว่าจะได้คุย
แต่การได้ Lead มา ไม่ได้หมายความว่าจะขายได้ทันที เพราะคุณ Parker พบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้รับโทรศัพท์ตั้งแต่ครั้งแรก
โดยเฉลี่ยอาจต้องติดต่อประมาณ 4-5 ครั้ง และบางรายต้อง Follow-Up ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ กว่าจะสามารถคุยกันได้
ดังนั้น เมื่อมี Lead เข้ามา ระบบจะส่งข้อความหาลูกค้าอัตโนมัติ เพื่อถามก่อนว่าสะดวกคุยช่วงเวลาไหน หากลูกค้ายังไม่ตอบ ทีมก็จะโทรและส่งข้อความ Follow-Up ต่อไป
ตัวอย่างเช่น ในช่วงวันที่ 15-31 สิงหาคม ธุรกิจได้ Lead ใหม่ทั้งหมด 89 ราย สามารถติดต่อได้ประมาณ 70% และปิดการขายได้ประมาณ 20 ราย
หรือคิดเป็น Conversion ราว 25% ของ Lead ทั้งหมด ขณะที่มูลค่าการขายเฉลี่ยต่อครั้งอยู่ที่ประมาณ 99,810-109,791 บาท
จึงเรียกได้ว่า หัวใจของธุรกิจนี้ไม่ได้มีแค่การยิง Ads เพื่อหา Lead แต่คือการมีระบบ Follow-Up ที่สามารถเปลี่ยน Lead เหล่านั้น ให้กลายเป็นลูกค้าจริงให้ได้
และผลลัพธ์คือ 
- เดือนแรก คุณ Parker ทำยอดขายได้ประมาณ 499,050 บาท
- เดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 1,660,000 บาท
- เดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2,690,000 บาท
ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 85 วัน หลังจากเปิดธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 2,690,000 บาทนี้เป็นรายได้ ไม่ใช่กำไร
โดยคุณ Parker ระบุว่า ในเดือนสิงหาคม เขาเหลือกำไรประมาณ 24,953-26,616 บาทต่องาน หลังหักต้นทุนบางส่วน หรือคิดเป็นกำไรรวมประมาณ 598,860 บาท
แต่แทนที่จะนำกำไรออกมาใช้ คุณ Parker เลือกนำเงินกลับไปซื้อ Inventory เพิ่ม เพื่อรองรับจำนวนงานที่กำลังเพิ่มขึ้น
และทั้งหมดนี้ก็คือ วิธีที่คุณ Parker เปลี่ยนธุรกิจติดตั้งระบบกรองน้ำ ที่ตัวเองไม่จำเป็นต้องเป็นคนติดตั้ง ให้กลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ประมาณ 2,690,000 บาทต่อเดือน ภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน
Reference
© 2026 BrandCase. All rights reserved. Privacy Policy.