
ใครเป็นผู้ผลิตวาซาบิให้ Sushiro ?
21 ต.ค. 2026
เวลาที่เราไปกินซูชิที่ Sushiro หนึ่งในสิ่งที่หลายคนมักหยิบมากินคู่กับซูชิ ก็คือ วาซาบิ ที่บรรจุมาในซองเล็ก ๆ สีขาว ๆ
แต่รู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังวาซาบิซองเล็ก ๆ ที่เราเห็นกันนี้ มีบริษัทญี่ปุ่นเก่าแก่เกือบ 100 ปี อยู่เบื้องหลัง
โดยบริษัทที่ว่านี้มีชื่อว่า KINJIRUSHI (อ่านว่า คินจิรุชิ) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวาซาบิจากประเทศญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันมีปริมาณการผลิตวาซาบิแปรรูปมากถึง 3,663 ตันต่อปี และมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายไปแล้วกว่า 70 ประเทศทั่วโลก
เรื่องนี้น่าสนใจอย่างไร ?
BrandCase จะสรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ
ย้อนกลับไปในปี 1929 หรือเมื่อ 97 ปีก่อน
คุณ Motoji Kobayashi ได้เปิดร้านขายผักและผลไม้ชื่อว่า Kobayashi Shoten ในตลาดแห่งหนึ่งที่เมืองนาโกยะ ประเทศญี่ปุ่น
หลังจากนั้น 4 ปี เมื่อวาซาบิชนิดผงเริ่มเป็นที่รู้จักในตลาดญี่ปุ่น คุณ Kobayashi จึงมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ และเริ่มหันมาศึกษาและผลิตวาซาบิชนิดผงบ้าง
ก่อนที่ในปี 1940 จะก่อตั้งโรงงานขึ้นที่เมืองนาโกยะ เพื่อผลิตวาซาบิชนิดผงจาก Horseradish หรือฮอร์สแรดิชอย่างจริงจัง
โดยฮอร์สแรดิชเป็นพืชที่มีรสเผ็ดฉุนคล้ายกับวาซาบิญี่ปุ่น และสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตวาซาบิแปรรูปได้
หลังจากนั้น KINJIRUSHI ก็เริ่มขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดโรงงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการทำ Contract Farming หรือการทำเกษตรแบบมีสัญญารับซื้อ เพื่อให้มีวัตถุดิบเพียงพอต่อการผลิต
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1971 เมื่อ KINJIRUSHI กลายเป็นบริษัทแรกในอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ที่เปิดตัววาซาบิแบบเพสต์บรรจุซอง ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคสามารถรับประทานวาซาบิได้สะดวกขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องนำวัตถุดิบมาขูดหรือผสมเอง
ต่อมาในปี 1973 บริษัทก็เป็นรายแรกในอุตสาหกรรมที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์วาซาบิขูดสำเร็จรูป
ก่อนจะเริ่มขยายธุรกิจไปต่างประเทศ โดยเปิดสำนักงานในลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ในปี 1984
และขยายธุรกิจไปยังตลาดอื่น ๆ ทั้งในยุโรปและอเมริกา
จนปัจจุบัน KINJIRUSHI กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตวาซาบิรายสำคัญของญี่ปุ่น ที่มีผลิตภัณฑ์จำหน่ายในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก
ทีนี้ ถ้ามาดูขนาดธุรกิจของ KINJIRUSHI ในปัจจุบัน จะพบตัวเลขที่น่าสนใจหลายอย่าง
- มีปริมาณการผลิตวาซาบิแปรรูปประมาณ 3,663 ตันต่อปี
- มีฐานการผลิตวาซาบิแปรรูป 3 พื้นที่ ได้แก่ ฮอกไกโด นาโกยะ และชิซูโอกะ
- ผลิตและจัดส่งต้นกล้าวาซาบิและฮอร์สแรดิชให้เกษตรกรคู่สัญญาประมาณ 250,000 ต้นต่อปี
- มีเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศรวม 185 รายการ
นอกจากนี้ บริษัทยังระบุว่า ฮอร์สแรดิชที่ปลูกในญี่ปุ่นมากกว่า 90% มาจากระบบ Contract Farming ของ KINJIRUSHI
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทไม่ได้มีความเชี่ยวชาญแค่การผลิตวาซาบิเท่านั้น แต่ยังเข้าไปมีบทบาทตั้งแต่ต้นน้ำ อย่างการพัฒนาสายพันธุ์และการจัดหาวัตถุดิบด้วย
อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจคือ KINJIRUSHI ยังพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับแปรรูปวาซาบิที่อุณหภูมิติดลบ 196 องศาเซลเซียส
เนื่องจากกลิ่นและรสเผ็ดของวาซาบิจะอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดเพียงไม่กี่นาทีหลังการขูด และค่อย ๆ ลดลงตามเวลา บริษัทจึงนำเทคโนโลยีความเย็นจัดเข้ามาช่วยรักษากลิ่นและรสชาติของวาซาบิเอาไว้
ทีนี้ กลับมาที่วาซาบิซองเล็ก ๆ ที่เราเห็นกันในร้าน Sushiro
หากลองพลิกดูด้านหลังซอง จะพบว่ามีการระบุชื่อผู้ผลิตเอาไว้ว่า KINJIRUSHI WASABI CO., LTD. พร้อมที่อยู่ในเมืองนาโกยะ ประเทศญี่ปุ่น
ที่น่าสนใจคือ วาซาบิที่เรากินกันอยู่นี้ ไม่ได้ผลิตจากวาซาบิญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว
หากดูส่วนประกอบบนซอง จะพบว่ามี Horseradish หรือฮอร์สแรดิช เป็นส่วนประกอบอันดับแรก ตามมาด้วย Wasabi
นอกจากนี้ ยังมีส่วนผสมอื่น ๆ เช่น แป้งถั่วเหลือง น้ำตาล มัสตาร์ด และมัทฉะ
โดยฮอร์สแรดิชเป็นพืชที่มีรสเผ็ดฉุนคล้ายกับวาซาบิญี่ปุ่น ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ KINJIRUSHI มีความเชี่ยวชาญในการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์วาซาบิมาอย่างยาวนาน
ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า เบื้องหลังวาซาบิซองเล็ก ๆ ที่เราหยิบมากินคู่กับซูชิ ไม่ได้มีเพียงกระบวนการนำวัตถุดิบมาผสมและบรรจุซองเท่านั้น
แต่ยังมีทั้งการพัฒนาสายพันธุ์ การเพาะปลูก การวิจัย และเทคโนโลยีการผลิต ที่บริษัทใช้เวลาสั่งสมความเชี่ยวชาญมานานเกือบ 100 ปี
และเรื่องราวของ KINJIRUSHI ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า แม้จะเริ่มต้นจากสินค้าที่ดูเหมือนเป็นเพียงเครื่องเคียงเล็ก ๆ ในมื้ออาหาร
แต่หากธุรกิจสามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญในสินค้านั้นได้อย่างต่อเนื่อง ก็อาจสร้างโอกาสให้เติบโตจากร้านขายผักและผลไม้เล็ก ๆ ไปสู่ธุรกิจที่มีตลาดอยู่ทั่วโลกได้เช่นกัน..
References